ไม่ต้องการ เพราะการเรียนในระบบ e-learning ผู้เรียนไม่สามารถโต้ตอบกับผู้สอนหรือเพื่อนร่วมห้องได้
เพราะ ถ้าหากผู้เรียนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนต้องส่ง E-mail ถึงผู้สอน และกว่าผู้สอนจะเปิด E-mail และตอบกลับมาก็ค่อนข้างใช้เวลา จึงอาจทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อในการรอฟังคำตอบที่ผู้เรียนสงสัยอยู่
แต่ ถ้าเป็นการเรียนภายในห้อง ผู้เรียนและผู้สอนสามารถโต้ตอบและแสดงข้อคิดเห็นได้ทันทีเมื่อมีข้อสงสัย เกี่ยวกับเนื้อหา ซึ่งระบบ e-learning เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาหรือสำหรับการเรียนการสอนทางไกล
วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552
3. สถาบันศึกษาได้ประโยชน์อะไรจากการใช้ระบบ E- learning
1. สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บและบริหารเป็นระบบ ทำให้นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร ในสถาบัน สามารถจะเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบที่เหมาะสม และสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้ทันต่อความต้องการ
2. การกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์ และการวางแผนปฏิบัติการ ทำให้นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร ในสถาบัน จะสามารถนำข้อมูลที่ได้จากระบบ สารสนเทศมาช่วยในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงาน การศึกษาเนื่องจากสารสนเทศถูกเก็บรวบรวมและจัดการ อย่างเหมาะสม ทำให้มีประวัติของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง สามารถที่จำชี้แนวโน้มของการดำเนินงานได้ว่าน่าจะเป็นไปในลักษณะใด
3. สามารถตรวจสอบประเมินผลการดำเนินงาน การเรียน การสอน การสร้างความสามารถในการแข่งขันของนักศึกษาอาจารย์ บุคลากร ในสถาบัน ให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน
4. เป็นตัวเลือกในการเปรียบเทียบในการตัดสินใจเข้าศึกษา
5. เกิดการยอมรับของสถานประกอบการในการรับนักศึกษาเข้าทำงาน
6. ประหยัด ทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
7. มีความทันสมัย
2. การกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์ และการวางแผนปฏิบัติการ ทำให้นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร ในสถาบัน จะสามารถนำข้อมูลที่ได้จากระบบ สารสนเทศมาช่วยในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงาน การศึกษาเนื่องจากสารสนเทศถูกเก็บรวบรวมและจัดการ อย่างเหมาะสม ทำให้มีประวัติของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง สามารถที่จำชี้แนวโน้มของการดำเนินงานได้ว่าน่าจะเป็นไปในลักษณะใด
3. สามารถตรวจสอบประเมินผลการดำเนินงาน การเรียน การสอน การสร้างความสามารถในการแข่งขันของนักศึกษาอาจารย์ บุคลากร ในสถาบัน ให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน
4. เป็นตัวเลือกในการเปรียบเทียบในการตัดสินใจเข้าศึกษา
5. เกิดการยอมรับของสถานประกอบการในการรับนักศึกษาเข้าทำงาน
6. ประหยัด ทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
7. มีความทันสมัย
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552
2. การเรียนแบบVirtual Classroom หรือ e-learning มีข้อดี ข้อเสีย อะไรบ้าง
Virtual Classroom and e-learning
1. สำหรับความหมายโดยทั่ว ๆ ไป e-Learning จะครอบคลุมความหมายที่กว้างมาก กล่าวคือ จะหมายถึง การเรียนในลักษณะใดก็ได้ ซึ่งใช้การถ่ายทอดเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต หรือทางสัญญาณโทรทัศน์หรือสัญญาณดาวเทียม (Satellite) ก็ได้ซึ่งเนื้อหาสารสนเทศ อาจอยู่ในรูปแบบการเรียนที่เราคุ้นเคยกันมาพอสมควร เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรืออาจอยู่ในลักษณะที่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก เช่น การเรียนจากวีดีทัศน์ตามอัธยาศัย (Video On-Demand) เป็นต้น
2. สำหรับความหมายเฉพาะเจาะจงนั้น คนส่วนใหญ่เมื่อกล่าวถึง e-Learning ในปัจจุบันจะหมายเฉพาะถึง การเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศสำหรับการสอนหรือการอบรม ซึ่งใช้การนำเสนอด้วยตัวอักษร ภาพนิ่ง ผสมผสานกับการใช้ภาพเคลื่อนไหววีดีทัศน์และเสียง โดยอาศัยเทคโนโลยีของเว็บ (Web Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีระบบการจัดการคอร์ (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่าง ๆ เช่น การจัดให้มีเครื่องมือการสื่อสารต่าง ๆ เช่น e-mail , Web Board สำหรับตั้งคำถาม หรือแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกัน หรือกับวิทยากร การจัดให้มีแบบทดสอบ หลังจากเรียนจบ เพื่อวัดผลการเรียน รวมทั้งการจัดให้มีระบบบันทึก ติดตาม ตรวจสอบ และประเมิน ผลการเรียน โดยผู้เรียนที่เรียนจาก e-Learning นี้ ส่วนใหญ่แล้วจะศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ ซึ่งหมายถึงจากเครื่องที่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
การ เรียนการสอนที่จำลองแบบเสมือนจริง เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่สถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและจะขยายตัวมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 การเรียนการสอนในระบบนี้อาศัยสื่ออิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคม และเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ที่เรียกว่า Virtual Classroom หรือ Virtual Campus บ้าง นับว่าเป็นการพัฒนาการ บริการทางการศึกษาทางไกลชนิดที่เรียกว่าเคาะประตูบ้านกันจริงๆ เป็นรูปแบบใหม่ของสถาบันการศึกษาในโลกยุคไร้พรมแดนมีนักวิชาการหลายท่านได้ ให้ความหมายของคำว่า Virtual Classroom
ห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) ความหมาย การ เรียนการสอนที่จำลองแบบเสมือนจริง เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่สถาบันการศึกษา ต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและจะขยายตัวมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 การเรียนการสอนในระบบนี้อาศัยสื่ออิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคม และเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ที่เรียกว่า Virtual Classroom หรือ Virtual Campus บ้าง นับว่าเป็นการพัฒนาการ บริการทางการศึกษาทางไกลชนิดที่เรียกว่าเคาะประตูบ้านกันจริง ๆ เป็นรูปแบบใหม่ของสถาบันการศึกษาในโลกยุคไร้พรมแดน
ข้อดีของการเรียนแบบ virtual classroom
1. เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมการมีสังคมทำให้มนุษย์มีความอ่อนโยนรู้รักสามัคคี
2. ทำให้รู้จักการแบ่งบัน การให้ การทำบุญ
3. ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ความผูกพันระหว่างผู้ถ่ายทอดความรู้กับผู้รับ
4. ทำให้เกิดรายได้กับคนส่วนอื่น
5. การเรียนบ่างอย่างต้องปฏิบัติจริง เช่น หมอ วิศวกร สาขาวิชาการที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ
ข้อเสียของการเรียนแบบ virtual classroom
1. เกิดช่องทางการทุจริตของผู้สอนและนักศึกษา
2. เกิดการเยียดสถาบันการศึกษา
3. เสียค่าใช้จ่ายสูง
4. อาจเป็นช่องว่างของระดับการศึกษาสำหรับผู้มีรายได้สูงและรายได้ต่ำ
5. ข้อจำกัดสูงเช่น เวลา การเดินทาง
6. การเข้าเรียนที่ต้องแข่งขันกันสูงการสอบเข้า
7. การเรียนโดยไม่สมัครใจเช่น ตามเพื่อน
ข้อดีของการเรียนแบบ e-learning
1. ประหยัดค่าใช่จ่ายทางด้านการเรียน การเดินทาง
2. สามารถเลือกเรียนได้หลากหลาย คณะที่เปิดสอน
3. เป็นประโยชน์ต่อผู้พิการ
4. ไม่จำกัดชนชาติ ฐานะ
5. เกิดการเรียนรู้ใหม่ ๆ
ข้อเสียของการเรียนแบบ e-learning
1. ไม่มีเพื่อนที่สนิท สังคมแคบลง
2. สายพันธ์มนุษย์เปลี่ยนแปลง แขนสั่นลง อ้วนขี้เกียจ
3. ไม่เกิดแนวความคิดใหม่ ๆ ต้องเรียนตามเทป ขาดการแสดงความคิดเห็น
4. เกิดการพัฒนาทางด้านการศึกษาน้อย
5. ความน้าเชื่อถือของสถานประกอบการน้อย ในด้านการเข้าทำงาน
6. มีความเสียงทางด้านการทุจริตสูง
1. สำหรับความหมายโดยทั่ว ๆ ไป e-Learning จะครอบคลุมความหมายที่กว้างมาก กล่าวคือ จะหมายถึง การเรียนในลักษณะใดก็ได้ ซึ่งใช้การถ่ายทอดเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต หรือทางสัญญาณโทรทัศน์หรือสัญญาณดาวเทียม (Satellite) ก็ได้ซึ่งเนื้อหาสารสนเทศ อาจอยู่ในรูปแบบการเรียนที่เราคุ้นเคยกันมาพอสมควร เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรืออาจอยู่ในลักษณะที่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก เช่น การเรียนจากวีดีทัศน์ตามอัธยาศัย (Video On-Demand) เป็นต้น
2. สำหรับความหมายเฉพาะเจาะจงนั้น คนส่วนใหญ่เมื่อกล่าวถึง e-Learning ในปัจจุบันจะหมายเฉพาะถึง การเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศสำหรับการสอนหรือการอบรม ซึ่งใช้การนำเสนอด้วยตัวอักษร ภาพนิ่ง ผสมผสานกับการใช้ภาพเคลื่อนไหววีดีทัศน์และเสียง โดยอาศัยเทคโนโลยีของเว็บ (Web Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีระบบการจัดการคอร์ (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่าง ๆ เช่น การจัดให้มีเครื่องมือการสื่อสารต่าง ๆ เช่น e-mail , Web Board สำหรับตั้งคำถาม หรือแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกัน หรือกับวิทยากร การจัดให้มีแบบทดสอบ หลังจากเรียนจบ เพื่อวัดผลการเรียน รวมทั้งการจัดให้มีระบบบันทึก ติดตาม ตรวจสอบ และประเมิน ผลการเรียน โดยผู้เรียนที่เรียนจาก e-Learning นี้ ส่วนใหญ่แล้วจะศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ ซึ่งหมายถึงจากเครื่องที่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
การ เรียนการสอนที่จำลองแบบเสมือนจริง เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่สถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและจะขยายตัวมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 การเรียนการสอนในระบบนี้อาศัยสื่ออิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคม และเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ที่เรียกว่า Virtual Classroom หรือ Virtual Campus บ้าง นับว่าเป็นการพัฒนาการ บริการทางการศึกษาทางไกลชนิดที่เรียกว่าเคาะประตูบ้านกันจริงๆ เป็นรูปแบบใหม่ของสถาบันการศึกษาในโลกยุคไร้พรมแดนมีนักวิชาการหลายท่านได้ ให้ความหมายของคำว่า Virtual Classroom
ห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) ความหมาย การ เรียนการสอนที่จำลองแบบเสมือนจริง เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่สถาบันการศึกษา ต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและจะขยายตัวมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 การเรียนการสอนในระบบนี้อาศัยสื่ออิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคม และเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ที่เรียกว่า Virtual Classroom หรือ Virtual Campus บ้าง นับว่าเป็นการพัฒนาการ บริการทางการศึกษาทางไกลชนิดที่เรียกว่าเคาะประตูบ้านกันจริง ๆ เป็นรูปแบบใหม่ของสถาบันการศึกษาในโลกยุคไร้พรมแดน
ข้อดีของการเรียนแบบ virtual classroom
1. เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมการมีสังคมทำให้มนุษย์มีความอ่อนโยนรู้รักสามัคคี
2. ทำให้รู้จักการแบ่งบัน การให้ การทำบุญ
3. ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ความผูกพันระหว่างผู้ถ่ายทอดความรู้กับผู้รับ
4. ทำให้เกิดรายได้กับคนส่วนอื่น
5. การเรียนบ่างอย่างต้องปฏิบัติจริง เช่น หมอ วิศวกร สาขาวิชาการที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ
ข้อเสียของการเรียนแบบ virtual classroom
1. เกิดช่องทางการทุจริตของผู้สอนและนักศึกษา
2. เกิดการเยียดสถาบันการศึกษา
3. เสียค่าใช้จ่ายสูง
4. อาจเป็นช่องว่างของระดับการศึกษาสำหรับผู้มีรายได้สูงและรายได้ต่ำ
5. ข้อจำกัดสูงเช่น เวลา การเดินทาง
6. การเข้าเรียนที่ต้องแข่งขันกันสูงการสอบเข้า
7. การเรียนโดยไม่สมัครใจเช่น ตามเพื่อน
ข้อดีของการเรียนแบบ e-learning
1. ประหยัดค่าใช่จ่ายทางด้านการเรียน การเดินทาง
2. สามารถเลือกเรียนได้หลากหลาย คณะที่เปิดสอน
3. เป็นประโยชน์ต่อผู้พิการ
4. ไม่จำกัดชนชาติ ฐานะ
5. เกิดการเรียนรู้ใหม่ ๆ
ข้อเสียของการเรียนแบบ e-learning
1. ไม่มีเพื่อนที่สนิท สังคมแคบลง
2. สายพันธ์มนุษย์เปลี่ยนแปลง แขนสั่นลง อ้วนขี้เกียจ
3. ไม่เกิดแนวความคิดใหม่ ๆ ต้องเรียนตามเทป ขาดการแสดงความคิดเห็น
4. เกิดการพัฒนาทางด้านการศึกษาน้อย
5. ความน้าเชื่อถือของสถานประกอบการน้อย ในด้านการเข้าทำงาน
6. มีความเสียงทางด้านการทุจริตสูง
1. ในมุมมองของธุรกิจนั้น การสร้างระบบสารสนเทศควรคำนึงถึงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง จงอธิบาย
ระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในเพื่อการจัดการระบบต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบธุรกิจ ดังนี้
ระบบสารสนเทศบัญชีและการคลัง
สารสนเทศ ทางบัญชีและการคลัง มีความสำคัญต่อองค์กร ผู้บริหาร กลุ่มบุคคลซึ่งต้องการทำการตัดสินใจ และช่วยในการหาโอกาสและปัญหาที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดได้อย่าง รวดเร็วและแม่นยำ เช่น การพยากรณ์ การจัดกองทุน การตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกองค์กรให้ระบบการจัดการบัญชี และการคลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน
โดย ระบบสารสนเทศด้านการเงินนิยมใช้รวมเข้ากับซอฟต์แวร์ในการวาง แผนทรัพยากรขององค์กร(Enterprise Resource Planning: ERP) ซึ่งเป็นกลุ่มของโปรแกรมที่จัดการ วิเคราะห์และติดตาม การดำเนินธุรกิจของแหล่งผลิตหรือสาขาต่างๆ ขององค์กร เพื่อให้แน่ใจว่าสารสนเทศด้านการเงินในการปฏิบัติงาน สามารถนำไปใช้สนับสนุนความสามารถในการตัดสินใจให้แก่บุคคลที่ต้องการได้ทัน เวลา
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงินมีความสามารถการทำงานดังต่อไปนี้
1. รวบรวมสารสนเทศด้านการเงินและการดำเนินงานจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าไว้ในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเพียง ระบบเดียว
2. สนับสนุนผู้ใช้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับด้านการเงินและผู้ใช้อื่นๆ ของบริษัท ให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลและ สารสนเทศทางด้านการเงินผ่านทางเครือข่ายในองค์กรได้ง่าย
3. เตรียมข้อมูลด้านการเงินที่มีอยู่ให้พร้อมต่อการใช้งาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
4. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินได้หลายมิติ เช่น วิเคราะห์ตามช่วงเวลา, ภูมิประเทศ, ผลิตภัณฑ์, โรงงานผลิต หรือลูกค้าได้
5. วิเคราะห์การดำเนินงานด้านการเงินที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้
6. ติดตามและควบคุมการใช้เงินทุนได้ตลอดเวลา
ระบบสารสนเทศทางบัญชี
ระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการบัญชี จะสนับสนุนการทำบัญชีให้กับองค์กร โดยในระบบนี้ ประกอบด้วยการทำงานที่สำคัญมากมาย เช่น ทำการรวมกลุ่มสารสนเทศในบัญชีรายจ่าย, บัญชีรายรับ, บัญชีเงินเดือน ฯลฯ โดยการใช้ข้อมูลที่ได้จากระบบประมวลผลรายการขององค์กรและการแก้ปัญหาทาง บัญชีAccounting for financial flows, Payroll, Budgeting, โดยการใช้ระบบ Accounting system, Payroll system, Budgeting system, Accounts Receivable system มาใช้ในการทำงาน
ระบบสารสนเทศทรัพยากรบุคคล
เป็น การเก็บสารสนเทศเกี่ยวกับบุคลากรต่างๆ ในหน่วยงาน หน้าที่หลักคือ การคัดเลือกพนักงาน การวิเคราะห์สวัสดิการ ค่าใช้จ่ายบุคลากร ประวัติพนักงาน รวบรวมความสามารถทักษะของบุคลากร ระบบพัฒนาบุคลากร ระบบการกำหนดตำแหน่ง
ระบบสารสนเทศบัญชีและการคลัง
สารสนเทศ ทางบัญชีและการคลัง มีความสำคัญต่อองค์กร ผู้บริหาร กลุ่มบุคคลซึ่งต้องการทำการตัดสินใจ และช่วยในการหาโอกาสและปัญหาที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดได้อย่าง รวดเร็วและแม่นยำ เช่น การพยากรณ์ การจัดกองทุน การตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกองค์กรให้ระบบการจัดการบัญชี และการคลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน
โดย ระบบสารสนเทศด้านการเงินนิยมใช้รวมเข้ากับซอฟต์แวร์ในการวาง แผนทรัพยากรขององค์กร(Enterprise Resource Planning: ERP) ซึ่งเป็นกลุ่มของโปรแกรมที่จัดการ วิเคราะห์และติดตาม การดำเนินธุรกิจของแหล่งผลิตหรือสาขาต่างๆ ขององค์กร เพื่อให้แน่ใจว่าสารสนเทศด้านการเงินในการปฏิบัติงาน สามารถนำไปใช้สนับสนุนความสามารถในการตัดสินใจให้แก่บุคคลที่ต้องการได้ทัน เวลา
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงินมีความสามารถการทำงานดังต่อไปนี้
1. รวบรวมสารสนเทศด้านการเงินและการดำเนินงานจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าไว้ในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเพียง ระบบเดียว
2. สนับสนุนผู้ใช้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับด้านการเงินและผู้ใช้อื่นๆ ของบริษัท ให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลและ สารสนเทศทางด้านการเงินผ่านทางเครือข่ายในองค์กรได้ง่าย
3. เตรียมข้อมูลด้านการเงินที่มีอยู่ให้พร้อมต่อการใช้งาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
4. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินได้หลายมิติ เช่น วิเคราะห์ตามช่วงเวลา, ภูมิประเทศ, ผลิตภัณฑ์, โรงงานผลิต หรือลูกค้าได้
5. วิเคราะห์การดำเนินงานด้านการเงินที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้
6. ติดตามและควบคุมการใช้เงินทุนได้ตลอดเวลา
ระบบสารสนเทศทางบัญชี
ระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการบัญชี จะสนับสนุนการทำบัญชีให้กับองค์กร โดยในระบบนี้ ประกอบด้วยการทำงานที่สำคัญมากมาย เช่น ทำการรวมกลุ่มสารสนเทศในบัญชีรายจ่าย, บัญชีรายรับ, บัญชีเงินเดือน ฯลฯ โดยการใช้ข้อมูลที่ได้จากระบบประมวลผลรายการขององค์กรและการแก้ปัญหาทาง บัญชีAccounting for financial flows, Payroll, Budgeting, โดยการใช้ระบบ Accounting system, Payroll system, Budgeting system, Accounts Receivable system มาใช้ในการทำงาน
ระบบสารสนเทศทรัพยากรบุคคล
เป็น การเก็บสารสนเทศเกี่ยวกับบุคลากรต่างๆ ในหน่วยงาน หน้าที่หลักคือ การคัดเลือกพนักงาน การวิเคราะห์สวัสดิการ ค่าใช้จ่ายบุคลากร ประวัติพนักงาน รวบรวมความสามารถทักษะของบุคลากร ระบบพัฒนาบุคลากร ระบบการกำหนดตำแหน่ง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)